ปัญหาสุด classic สมัยที่คุณๆ (รวมทั้งผมๆ) กำลังเรียนมัธยมต้น คงเคยเจอพบโจทย์แบบนี้บ้าง
วางเชือกยาว 8 เมตรเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากให้มีด้านกว้างและด้านยาวเท่าไร จึงทำให้เกิดพื้นที่มากที่สุด
สำหรับตอนนี้ คุณอาจจะตอบได้ทันที (sense แรง) ว่า ก็วางให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสสิ จะได้มีพื้นที่มากที่สุด แต่เดี๋ยวก่อน คุณแน่ใจได้อย่างไรว่ามันมากที่สุดแล้ว post ครั้งนี้ ผมขอนำเสนอวิธีพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยแนวคิดที่แตกต่างกันทั้งสิ้น 3 วิธี (แค่นำเสนอ idea ไม่ลงลึกครับเหมือนครั้งที่แล้ว)

สมมติการวางเชือกดังรูป มีด้านด้านหนึ่งยาว
เมตร ดังนั้นมันจะบังคับให้ด้านอีกด้านหนึ่งยาว
เมตร (อย่าลืมครับว่ามีด้านกว้าง 2 ด้าน ด้านยาว 2 ด้าน) พื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่ได้ก็คือ
เพื่อสะดวกในการเขียน ผมให้
แทนพื้นที่ที่เกิดจากการล้อมเชือกโดยมีด้านด้านหนึ่งยาว
เมตร
ดังนั้น สมการที่ได้คือ
เราจะเริ่มหาค่า
ที่มากที่สุด (พร้อมระบุค่า
ด้วย) ด้วยวิธีต่อไปนี้
- วิธีที่ 1 สมบัติของ parabola
หวังว่าคุณคงเคยได้ยินคำว่า parabola มาก่อนในชีวิต ถึงแม้ว่าลืมมันไปหมดแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ความสัมพันธ์ข้างต้น วิธีพื้นฐานก็แค่นำมาเขียนกราฟ อาจจะเริ่ม sketch ด้วยการแทนค่าทีละจุดก็ได้ เราจะได้กราฟที่มีลักษณะดังข้างล่างนี้ ซึ่งทางเทคนิคแล้วเรียกว่ากราฟรูป parabola ครับ

จากกราฟสามารถแปรความได้ว่า จุดบนสุด (เรียกว่าจุดยอด) ของกราฟก็คือจุดที่ค่า
ทำให้เกิดค่า
(พื้นที่) สูงสุดนั่นเอง ถ้าเราเปิดสูตรของ parabola ก็จะสามารถหาจุดยอดนั้นได้ ซึ่งก็คือ จุดที่
นั่นคือ เมื่อมีด้านด้านหนึ่งยาว 2 เมตร (ทำให้ด้านอีกด้านยาว 2 เมตรด้วย) จะทำให้เกิดสี่เหลี่ยมมุมฉากที่มีพื้นที่มากที่สุดคือ 4 ตารางเมตรนั่นเอง
- วิธีที่ 2 อนุพันธ์ (derivatives)
แนวคิดของอนุพันธ์นั้น คล้ายกับวิธีที่แล้วคือ หาจุดสูงสุดของกราฟ แต่วิธีนี้สามารถขยายเป็นหลักการทั่วไปได้มากกว่า และมีแนวคิดที่มาที่ไปลึกซึ้งกว่ามาก หากคุณยังพอจำได้ การหาค่าสูงสุดเราเพียงแค่หาอนุพันธ์และแก้สมการเมื่ออนุพันธ์เท่ากับ 0
ผลที่ได้เหมือนกัยวิธีที่แล้วคือ เมื่อ
จะให้ค่า
สูงสุด เมื่อนำค่า
(ความยาวด้าน) ไปแทนหา
(พื้นที่) จะได้
เช่นเดียวกัน
* หมายเหตุ * วิธีหาค่าสูงสุดโดยใช้อนุพันธ์ มีการตรวจสอบรายละเอียดอื่นๆด้วย วิธีแสดงข้างต้นเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจเท่านั้น
- วิธีที่ 3 อสมการ A.M. - G.M.
วิธีนี้อาจไม่พบเห็นกันบ่อยนักเนื่องจากไม่มีในหลักสูตรมัธยมศึกษาไทย แต่ความจริงแล้วมันแอบแทรก(เล็กๆ) อยู่ในเนื้อหาเรื่องสถิติ !! (ซะงั้น) ใช่แล้วครับ A.M. ย่อมากจาก Arithemetic Mean (ค่าเฉลี่ยเลขคณิต หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า x bar นั่นเอง) ส่วน G.M. นั้นย่อมาจาก Geometric Mean (ค่าเฉลี่ยเรขาคณิต) เราไม่ค่อยคุณเคยกับค่าเฉลี่ยตัวนี้เท่าไหร่ เพราะเราไม่ค่อยไปยุ่งเกี่ยวอะไรมากเกี่ยวกับการคำนวณเชิงเรขาคณิต
ตัวอย่าง
- สมมติข้อมูลชุดหนึ่งประกอบด้วย 5, 4, 6
- A.M. =
ผลบวกของข้อมูลหารด้วยจำนวนข้อมูล
- G.M. =
ผลคูณขของข้อมูล แล้วถอดราก(รูท)ด้วยอันดับเท่ากับจำนวนข้อมูล
นักสถิติทราบดีว่า A.M. มากกว่าหรือเท่ากับ G.M. เสมอ และ G.M. จะมากสุดได้เท่ากับค่า A.M. เมื่อข้อมูลทุกตัวมีค่าเท่ากัน (เป็นกรณีเดียวที่ G.M. มีค่าสูงสุด) ทฤษฎีบทนี้พบได้ในหนังสือเรียนสถิติทั่วไปครับ แต่ไม่มีการนำมาประยุกต์ใช้ในด้านนี้
ตัวอย่าง
- สมมติข้อมูลชุดหนึ่งประกอบไปด้วย
และ
- A.M. =
- G.M. =
ดังนั้นเราสรุปได้ว่า
เสมอ ซึ่งก็คือ
หรือ
นั่นเอง ส่วนค่า
ที่ทำให้ G.M. มีค่าสูงสุดก็คือ เมื่อ
(ข้อมูลทุกตัวมีค่าเท่ากัน) หรือ
นั่นเอง
โดยส่วนตัว ผมชอบวิธีสุดท้ายที่สุดครับ เพราะมันดูสะอาดกว่าวิธีที่ 2 และไม่ต้องปวดหัวกับสูตรเหมือนวิธีที่ 1 แต่วิธีนี้ต้องใช้ประสบการณ์และศิลปะพอสมควร ศิลปะแขนงนี้มีความประณีตทางความคิดอย่างยิ่ง สมัยที่ยังไม่มีเครื่องคำนวณไฟฟ้า อสมการมีการประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวางและสวยงามยิ่ง ไม่ว่าจะในเรื่องหาค่าสูงสุดต่ำสุดหรือช่วยในการพิสูจน์ทฤษฎีบท แต่เแล้วเมื่อเครื่องคำนวณไฟฟ้าถือกำเนิดขึ้น วิชาเหล่านี้เหมือนถูกทอดทิ้ง เพราะมนุษย์ไม่สามารถใส่ศิลปะแขนงนี้ให้กับเครื่องคำนวณของพวกเขาได้ วิธีการทาง calculus ซึ่งเป็น algorithm มากกว่าจึงมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องค่าสูงสุดต่ำสุด และเป็นที่รู้จักกันในหมู่วิศวกร!!

> 0



ผลบวกของข้อมูลหารด้วยจำนวนข้อมูล
ผลคูณขของข้อมูล แล้วถอดราก(รูท)ด้วยอันดับเท่ากับจำนวนข้อมูล


such that 
และ
ทั้งหมดซึ่ง 